Rebeauty

2026-07-20

เซรั่มจากเลือดตัวเองในการผ่าตัด LASIK/LASEK คืออะไรกันนะ?

เซรั่มจากเลือดตัวเอง (Autologous Serum) คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในการผ่าตัด LASIK/LASEK? บทความนี้จะอธิบายถึงกระบวนการผลิต ประโยชน์ และข้อควรระวังในการใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ที่กำลังพิจารณาการผ่าตัดเข้าใจมากขึ้น

เซรั่มจากเลือดตัวเองในการผ่าตัด LASIK/LASEK คืออะไรกันนะ?

เซรั่มจากเลือดตัวเอง เกี่ยวข้องอะไรกับดวงตาของเราหลังการผ่าตัด และทำไมถึงจำเป็น?

-

สวัสดีครับ/ค่ะ จาก Gangnam Smile Eye Clinic ครับ/ค่ะ

สำหรับผู้ที่กำลังศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขสายตา อาจจะมีทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จัก

เซรั่มจากเลือดตัวเอง เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดอย่างไร ทำไมถึงมีการพูดถึงและแนะนำให้ใช้

ในครั้งนี้ เราจะมาทำความเข้าใจกันครับ/ค่ะ

เซรั่มจากเลือดตัวเองนั้น จะได้มาจากการเจาะเลือดของผู้ป่วย แล้วนำไปปั่นแยกด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยง

ผ่านกระบวนการปั่นแยกนี้ เลือดจะถูกแยกออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ พลาสมา เกล็ดเลือด และเซลล์เม็ดเลือดแดง

จากนั้น เราจะใช้เกล็ดเลือด PRP ซึ่งเป็นชั้นกลาง เพื่อผลิตยาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเอง

เกล็ดเลือด PRP ซึ่งเป็นชั้นกลางนั้น ประกอบด้วยสารที่จำเป็นต่อกลไกการรักษาของร่างกาย เช่น สารกระตุ้นการเจริญเติบโตของผิวหนัง (Epidermal Growth Factor), สารกระตุ้นการเจริญเติบโตแบบเปลี่ยนรูป (Transforming Growth Factor), แอนติบอดี, วิตามินเอ และอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีสารคัดหลั่งไซโตไคน์ (Cytokine) ที่ช่วยดึงดูดสเต็มเซลล์จากเลือดไปยังบริเวณที่เสียหาย เพื่อช่วยให้เกิดการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

และยังประกอบด้วยสารที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อบุผิว และส่วนประกอบสำคัญที่พบในน้ำตาธรรมชาติ

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากเป็นยาหยอดตาที่ทำจากเซรั่มที่สกัดจากเลือดของตัวเอง จึงไม่มีผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะภายนอก หรือส่วนประกอบของยาหยอดตาอื่นๆ

มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการปวด และป้องกันภาวะตาแห้งที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดได้

ยาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเอง

1. ควรใช้ให้หมดภายในสองวันหลังเปิดใช้ และแนะนำให้เก็บในตู้เย็น

2. ห้ามพกพาติดตัว

3. สำหรับยาหยอดตาที่เก็บในช่องแช่แข็ง ให้ย้ายไปละลายในช่องแช่เย็น ห้ามนำกลับไปแช่แข็งซ้ำ

4. หากมีเลือดออก คัน หรือรู้สึกมีสิ่งแปลกปลอมขณะใช้ ให้หยุดใช้และไปพบจักษุแพทย์ที่ใกล้ที่สุด

5. ยาหยอดตาที่ผลิตมานานกว่า 3 สัปดาห์ถึง 1 เดือน ควรทิ้ง

โปรดทราบข้อควรระวังข้างต้นด้วยนะครับ/คะ :)

ยาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเอง ไม่ใช่ยาหยอดตาที่จำเป็น ‘เสมอไป’ แต่แนะนำสำหรับการป้องกันภาวะตาแห้งและขึ้นอยู่กับสภาพกระจกตาของดวงตา

การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดก่อนใช้จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ/ค่ะ :)

ในครั้งนี้ เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับเซรั่มจากเลือดตัวเอง

ข้อมูลเกี่ยวกับเซรั่มจากเลือดตัวเองเป็นประโยชน์บ้างไหมครับ/คะ?

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา เรายินดีให้ความช่วยเหลือเสมอครับ/ค่ะ

💙🤍 𝖦𝖠𝖭𝖦𝖭𝖠𝖬 𝖲𝖬𝖨𝖫𝖤 𝖤𝖸𝖤 𝖢𝖫𝖨𝖭𝖨𝖢💙🤍

𝗧𝗛𝗘 𝗟𝗜𝗚𝗛𝗧 𝗔𝗡𝗗 𝗧𝗛𝗘 𝗢𝗖𝗘𝗔𝗡 𝗜𝗡 𝗬𝗢𝗨𝗥 𝗦𝗠𝗜𝗟𝗘

Gangnam Smile Eye Clinic
ชั้น 4, 6, Tongyeong Building, 405 Gangnam-daero, Seocho-gu, Seoul
เช็คอินบล็อกนี้
บทความอื่นๆ ในสถานที่นี้

คำถามที่พบบ่อย

ยาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเองคืออะไร?

ยาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเองคือยาหยอดตาที่ผลิตจากเกล็ดเลือด PRP ที่ได้จากการเจาะเลือดของผู้ป่วยเองแล้วนำไปปั่นแยกด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยง ยาหยอดตานี้ประกอบด้วยสารกระตุ้นการเจริญเติบโตที่จำเป็นต่อการรักษาของร่างกาย และส่วนประกอบของน้ำตาธรรมชาติ

ยาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเองช่วยอะไรหลังการผ่าตัด LASIK/LASEK?

ยาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเองช่วยกระตุ้นการฟื้นฟูอย่างรวดเร็วของบริเวณที่เสียหายหลังการผ่าตัด และส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อบุผิว นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการปวด และมีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะตาแห้งที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด

การใช้ยาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเองมีผลข้างเคียงหรือไม่?

ไม่มีผลข้างเคียง เนื่องจากยาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเองผลิตจากเซรั่มที่สกัดจากเลือดของผู้ป่วยเอง จึงไม่มีผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะภายนอกหรือส่วนประกอบของยาหยอดตาอื่นๆ อย่างไรก็ตาม หากมีเลือดออก คัน หรือรู้สึกมีสิ่งแปลกปลอมขณะใช้ ควรหยุดใช้และไปพบจักษุแพทย์

ควรเก็บรักษายาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเองอย่างไร?

ควรใช้ยาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเองให้หมดภายในสองวันหลังเปิดใช้ และแนะนำให้เก็บในตู้เย็น ยาหยอดตาที่เก็บในช่องแช่แข็งควรย้ายไปละลายในช่องแช่เย็น และห้ามนำกลับไปแช่แข็งซ้ำ ยาหยอดตาที่ผลิตมานานกว่า 3 สัปดาห์ถึง 1 เดือน ควรทิ้ง

ยาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเองจำเป็นสำหรับผู้ป่วย LASIK/LASEK ทุกคนหรือไม่?

ไม่จำเป็น ‘เสมอไป’ ยาหยอดตาเซรั่มจากเลือดตัวเองมักจะถูกแนะนำเพื่อป้องกันภาวะตาแห้งและขึ้นอยู่กับสภาพกระจกตาของผู้ป่วย การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดก่อนใช้จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

Like