2026-09-09
ความหมายของค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไข (Corrected Vision) แตกต่างจากค่าสายตาปกติโดยไม่สวมแว่นอย่างไร?
ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างค่าสายตาตาเปล่า (Uncorrected) และค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไข (Corrected) พร้อมเหตุผลว่าทำไมค่าสายตาเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถบอกสุขภาพดวงตาทั้งหมดได้ และคำแนะนำก่อนทำเลสิกจาก Gangnam Smile Eye Clinic


สวัสดีครับ คลินิกจักษุกังนัมสไมล์ (Gangnam Smile Eye Clinic) ครับ :)
เวลาไปตรวจสายตาที่คลินิกหรือโรงพยาบาลตา
หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า
'ค่าสายตาตาเปล่า (Uncorrected Vision)' และ 'ค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไข (Corrected Vision)' กันมาบ้างใช่ไหมครับ
"พอถอดแว่นสายตาอยู่ที่ 0.1 พอใส่แว่นแล้วได้ 1.0 (20/20)
แล้วสรุปว่าค่าสายตาจริง ๆ ของเราคือเท่าไหร่กันแน่?"
หรือ
"ถ้าค่าสายตาที่แก้ไขแล้วได้ 1.0 แปลว่าดวงตาปกติแข็งแรงดีใช่ไหม?"
หลายท่านก็คงมีข้อสงสัยเหล่านี้อยู่ไม่น้อย
วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไข ความแตกต่างจากสายตาตาเปล่า รวมถึงความสำคัญของค่าสายตานี้กันครับ
ความหมายของค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไข (Corrected Vision)

ค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไข หมายถึง ค่าสายตาที่วัดได้หลังจากทำการปรับแก้ไขความผิดปกติของสายตา (ค่าการหักเหแสง)
ด้วยอุปกรณ์ช่วยการมองเห็น เช่น แว่นตา หรือคอนแทกต์เลนส์ เรียบร้อยแล้ว
หากอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ
คือการตรวจเช็กว่า เมื่อใส่แว่นตาหรือคอนแทกต์เลนส์แล้ว เราจะสามารถมองเห็นได้คมชัดถึงระดับไหน
นั่นเองครับ
ตัวอย่างเช่น เมื่อถอดแว่นตาออก
วัดสายตาได้ 0.1 แต่พอสวมแว่นตาแล้ววัดได้ 1.0
จะสามารถระบุได้ว่า
ค่าสายตาตาเปล่า (Uncorrected): 0.1
ค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไข (Corrected): 1.0
สิ่งที่สำคัญตรงนี้คือ การที่ค่าสายตาตาเปล่าอยู่ในระดับต่ำ ไม่ได้หมายความว่า
ประสิทธิภาพการมองเห็นของดวงตาจะต่ำเสมอไปครับ
เพราะหากเป็นปัญหาการมองเห็นไม่ชัดอันเนื่องมาจากความผิดปกติของสายตา เช่น สายตาสั้น หรือสายตาเอียง ซึ่งทำให้จุดโฟกัสแสงไม่ตกกระทบบนจอประสาทตาพอดี
เมื่อใช้แว่นตาหรือคอนแทกต์เลนส์ช่วยปรับจุดโฟกัส
การมองเห็นก็สามารถกลับมาคมชัดขึ้นได้อย่างมากครับ
สายตาตาเปล่า กับ ค่าสายตาที่แก้ไขแล้ว แตกต่างกันอย่างไร?

การแยกความแตกต่างของสองคำนี้ไม่ยากเลยครับ
👀 ค่าสายตาตาเปล่า (Uncorrected Visual Acuity)
คือค่าสายตาที่วัดได้ในขณะที่ไม่ได้ใส่แว่นตาหรือคอนแทกต์เลนส์ใด ๆ (มองด้วยตาเปล่า)
ให้นึกถึงค่าสายตาที่ได้เมื่อคนที่ใส่แว่นเป็นประจำถอดแว่นออก แล้วอ่านแผ่นชาร์จตรวจวัดสายตานั่นเองครับ
👓 ค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไข (Best-Corrected Visual Acuity)
คือค่าสายตาที่วัดได้ในระดับที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด หลังใช้แว่นตาหรือคอนแทกต์เลนส์ช่วยชดเชยความผิดปกติของค่าสายตา
ดังนั้น แม้จะเป็นบุคคลคนเดียวกัน ค่าสายตาตาเปล่าและค่าสายตาหลังแก้ไขก็อาจแตกต่างกันได้มากครับ
ตัวอย่างเช่น
สายตาตาเปล่า 0.1 → ค่าสายตาหลังแก้ไข 1.0
หมายความว่า เมื่อแว่นตาช่วยปรับจุดโฟกัสแสงให้ถูกต้องแล้ว
คุณจะสามารถอ่านตัวอักษรขนาดเล็กลงบนแผ่นวัดสายตาได้อย่างชัดเจน
แล้วทำไมค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไขถึงมีความสำคัญ?

ในการตรวจสายตาที่แผนกจักษุ
เราไม่ได้ดูแค่ว่า "อ่านได้คะแนนเท่าไหร่?" เพียงแค่นั้นครับ
แต่สิ่งสำคัญคือการแยกแยะว่า สาเหตุที่มองเห็นไม่ชัดด้วยตาเปล่า เกิดจากสายตาสั้นหรือสายตาเอียงทั่วไป
หรือว่าแม้จะใช้แว่นตาช่วยแก้ไขแล้ว แต่ค่าสายตาก็ยังไม่สามารถขึ้นมาในระดับที่ควรจะเป็นกันแน่
ยกตัวอย่างเช่น
กรณีที่สายตาตาเปล่าอยู่ที่ 0.1 แต่เมื่อแก้ไขด้วยแว่นแล้วได้ 1.0
หมายความว่าเพียงแค่ปรับค่าสายตาให้เหมาะสม ก็จะสามารถมองเห็นได้อย่างคมชัด
ในทางกลับกัน
หากสายตาตาเปล่าอยู่ที่ 0.1 แต่เมื่อใช้แว่นแก้ไขแล้วได้เพียงประมาณ 0.3
กรณีนี้มีความจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากปัญหาเรื่องค่าสายตาของแว่นไม่ตรง
เพราะอาจมีปัญหาเกิดขึ้นที่โครงสร้างต่าง ๆ ของดวงตา เช่น กระจกตา แก้วตา (เลนส์ตา) จอประสาทตา เส้นประสาทตา
หรืออาจมีภาวะตาขี้เกียจ (Amblyopia) แฝงอยู่ได้ครับ
ด้วยเหตุนี้ ค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไขจึงเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญ
ที่ช่วยประเมินการทำงานเชิงการมองเห็นของดวงตาหลังได้รับการปรับแก้แสง
หากค่าสายตาหลังแก้ไขสูง แปลว่าดวงตาแข็งแรงสมบูรณ์แบบใช่หรือไม่?

มีจุดหนึ่งที่ต้องระมัดระวังและทำความเข้าใจให้ถูกต้องครับ
การที่ค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไขอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ได้มีความหมายเดียวกับการที่ดวงตาจะสุขภาพดีสมบูรณ์แบบในทุก ๆ ด้าน
เนื่องจากการตรวจวัดสายตาเป็นเพียงการทดสอบว่าสามารถแยกแยะวัตถุขนาดเล็กได้ดีเพียงใด
จึงไม่สามารถใช้ค่าสายตาเพียงอย่างเดียวมาตัดสินสุขภาพตาทั้งหมดได้ครับ
เช่น แม้ว่าค่าสายตาจะออกมาดีถึงระดับ 1.0
ก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่าความดันตา สภาพกระจกตา เลนส์แก้วตา หรือจอประสาทตาจะปกติไปทั้งหมด
ในทางตรงกันข้าม การที่ค่าสายตาหลังแก้ไขไม่ได้สูงตามเกณฑ์มาตรฐาน ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นโรคร้ายแรงทางตาทันทีเสมอไปครับ
ขอให้เข้าใจว่าค่าสายตาเป็นเพียงหนึ่งในข้อมูลหลากหลายอย่างที่ใช้ประเมินสุขภาพดวงตาเท่านั้น
หากจำเป็น ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับสภาพดวงตา เช่น การวัดความดันตา การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ตรวจตา (Slit-lamp) การตรวจก้นหอยจอประสาทตา หรือการตรวจภาพตัดขวางจอประสาทตา (OCT) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ละเอียดแม่นยำยิ่งขึ้นครับ
ถ้าผ่าตัดแก้ไขสายตา ค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไขจะเปลี่ยนไปด้วยไหม?

หลายท่านอาจสงสัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างการผ่าตัดแก้ไขสายตากับค่าสายตาประเภทนี้ครับ
การผ่าตัดแก้ไขสายตา เช่น เลสิก (LASIK), ลาเสก (LASEK) หรือ สไมล์เลสิก (SMILE LASIK)
คือการผ่าตัดปรับแก้ความผิดปกติของการหักเหแสง เพื่อให้สามารถมองเห็นได้คมชัดด้วยตาเปล่าโดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแทกต์เลนส์
หากเปรียบเทียบว่าก่อนผ่าตัด
สายตาตาเปล่า ↓
เมื่อใส่แว่น/คอนแทกต์เลนส์
→ สายตาที่แก้ไขแล้ว ↑
เป้าหมายหลังการผ่าตัดแก้ไขสายตา ก็คือการใช้ชีวิตได้ด้วยดวงตาเปล่าที่มีการหักเหแสงที่ได้รับการแก้ไขแล้ว โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ช่วยมองเห็นอีกต่อไป
อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ทางสายตาหลังการผ่าตัดของทุกคนอาจไม่เหมือนกัน
เพราะต้องประเมินปัจจัยรอบด้านอย่างละเอียดร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นระดับสายตาสั้นและสายตาเอียง สภาพรูปทรงและความหนาของกระจกตา สุขภาพดวงตาโดยรวม รวมถึงลักษณะการหักเหแสงเฉพาะบุคคล
ดังนั้น หากกำลังพิจารณาเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขสายตา
แทนที่จะถามเพียงแค่ว่า "ตอนนี้สายตาเท่านี้ ผ่าตัดแล้วจะได้สายตาเท่าไหร่?"
สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการตรวจเช็กสภาพตาปัจจุบันอย่างละเอียดแม่นยำ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการผ่าตัดและผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครับ
สรุปเรื่องค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไข จำง่าย ๆ ดังนี้
สรุปความหมายของค่าสายตาที่อาจเคยทำให้สับสนให้เข้าใจง่าย ๆ ได้ดังนี้ครับ
ค่าสายตาตาเปล่า : ค่าสายตาที่วัดได้เมื่อไม่ได้สวมแว่นตาหรือคอนแทกต์เลนส์
ค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไข : ค่าสายตาที่วัดได้หลังปรับแก้ความผิดปกติของสายตาด้วยแว่นหรือเลนส์แล้ว
ดังนั้น แม้ค่าสายตาตาเปล่าจะต่ำ แต่หากค่าสายตาหลังการแก้ไขอยู่ในระดับสูง
ก็หมายความว่าเมื่อได้รับการปรับแก้การหักเหแสงอย่างเหมาะสมแล้ว คุณจะสามารถมองเห็นได้อย่างคมชัดครับ
ในทางกลับกัน หากใส่แว่นตาหรือคอนแทกต์เลนส์แล้วสายตาก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร
จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุอื่นเพิ่มเติมในระบบการมองเห็น
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
เราไม่สามารถตัดสินสุขภาพดวงตาทั้งหมดได้จากตัวเลขค่าสายตาเพียงตัวเดียว
จึงแนะนำให้ตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำ เพื่อเช็กทั้งระดับการมองเห็นและสุขภาพโดยรวมของดวงตาควบคู่กันไปครับ
Gangnam Smile Eye Clinic

การตรวจวัดสายตาไม่ได้เป็นเพียงแค่กระบวนการอ่านตัวเลขเท่านั้น
แต่เป็นการตรวจพื้นฐานที่สำคัญเพื่อทำความเข้าใจสภาพการทำงานของดวงตาในปัจจุบัน
หากคุณสวมแว่นแล้วยังมองเห็นได้ไม่ชัด หรือสังเกตว่าการมองเห็นเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในช่วงนี้
แนะนำให้เข้ามาพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างแม่นยำ ว่าเป็นเพียงปัญหาค่าสายตาของแว่นไม่พอดี หรือมีปัจจัยอื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่ครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่วางแผนจะทำเลสิกหรือผ่าตัดสายตา นอกจากการวัดค่าสายตาตาเปล่าและค่าสายตาหลังแก้ไขแล้ว
การตรวจสุขภาพดวงตาเชิงลึก ทั้งกระจกตา จอประสาทตา และส่วนประกอบอื่น ๆ อย่างครบถ้วน คือหัวใจสำคัญในการเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดครับ
💙 ผ่าตัดสไมล์เลสิก มั่นใจคลินิกจักษุกังนัมสไมล์ 💙
💙🤍 𝖦𝖠𝖭𝖦𝖭𝖠𝖬 𝖲𝖬𝖨𝖫𝖤 𝖤𝖸𝖤 𝖢𝖫𝖨𝖭𝖨𝖢 💙🤍
𝗧𝗛𝗘 𝗟𝗜𝗚𝗛𝗧 𝗔𝗡𝗗 𝗧𝗛𝗘 𝗢𝗖𝗘𝗔𝗡 𝗜𝗡 𝗬𝗢𝗨𝗥 𝗦𝗠𝗜𝗟𝗘



คำถามที่พบบ่อย
ความแตกต่างระหว่างค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไขและค่าสายตาตาเปล่าคืออะไร?
ขึ้นอยู่กับการใช้อุปกรณ์ช่วยมองเห็นครับ สายตาตาเปล่าคือค่าที่วัดได้ด้วยตาเปล่าโดยไม่ใส่แว่นหรือคอนแทกต์เลนส์ ส่วนค่าสายตาที่ได้รับการแก้ไขคือค่าที่วัดได้หลังจากปรับแก้สายตาสั้นหรือเอียงด้วยแว่นหรือเลนส์แล้ว
หากค่าสายตาหลังแก้ไขได้ 1.0 (20/20) แปลว่าดวงตาแข็งแรงสมบูรณ์ดีใช่ไหม?
ไม่ใช่เสมอไปครับ แม้การมองเห็นจะคมชัด แต่ไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างส่วนอื่นของตาจะแข็งแรงทั้งหมด เนื่องจากการวัดสายตาดูเพียงความสามารถในการมองเห็นวัตถุ จึงจำเป็นต้องตรวจสุขภาพตาเชิงลึก เช่น ความดันตา กระจกตา และจอประสาทตาร่วมด้วย
ทำไมใส่แว่นแล้วค่าสายตายังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร?
นอกเหนือจากเรื่องค่าสายตาของแว่นไม่ตรง อาจเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างดวงตา เช่น กระจกตา เลนส์ตา จอประสาทตา เส้นประสาทตา หรือภาวะตาขี้เกียจ ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจก้นตา หรือการถ่ายภาพตัดขวางจอประสาทตา (OCT)
หากทำเลสิกหรือผ่าตัดสายตา ค่าสายตาตาเปล่าจะเท่ากับค่าสายตาที่แก้ไขหรือไม่?
เป้าหมายของการผ่าตัดแก้ไขสายตา (เช่น LASIK, LASEK) คือการปรับความโค้งกระจกตาเพื่อแก้ไขความผิดปกติของการหักเหแสง ช่วยให้สามารถมองเห็นได้คมชัดในระดับเดียวกับตอนใส่แว่น โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาอีกต่อไป