2026-09-15
คลินิกจักษุสถานีคังนัม | คันตา ตาแดง คิดว่าเป็นแค่ภูมิแพ้ช่วงเปลี่ยนฤดูแล้วปล่อยไว้ได้จริงหรือ?
คันตา ตาแดงช่วงเปลี่ยนฤดู อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นแค่ภูมิแพ้! เรียนรู้สาเหตุที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นตาแห้ง การติดเชื้อ หรือปัญหากระจกตา พร้อมสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์จากคลินิกจักษุคังนัมสไมล์ เกาหลีใต้ ก่อนสายเกินแก้ค่ะ 😊💙 ภาวะตาแดงและคันตารักษาตรงจุดปลอดภัยที่สุดค่ะตาคุณมีความหมายที่สุดกับเราค่ะดูแลดวงตาด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับสากลนะค่ะแล้วมาพบกันนะคะคลินิกมาตรฐานสากลบริการอบอุ่นเสมอค่ะยินดีต้อนรับทุกท่านตลอดเวลาเลยค่ะพบกันที่สถานีคังนัมได้เลยนะค่ะทีมแพทย์พร้อมดูแลดวงตาทุกคู่อย่างดีที่สุดเสมอมาค่ะแ


สวัสดีค่ะ คลินิกจักษุคังนัมสไมล์ค่ะ 😊💙
เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล หลายท่านมักบ่นว่ารู้สึกไม่สบายตา ตาแห้ง คันตา และตาแดงเป็นพิเศษ
ตอนเช้ายังปกติดี แต่พอออกไปข้างนอกแล้วกลับมาก็เริ่มรู้สึกคันตา,
และพอเผลอขยี้ตาบ่อยๆ อาการตาแดงก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งแรกที่ทุกคนมักจะนึกถึงก็คือโรคภูมิแพ้ช่วงเปลี่ยนฤดู
จริงๆ แล้ว ในช่วงที่มีสิ่งกระตุ้นจากภายนอก เช่น ละอองเกสรดอกไม้ หรือฝุ่น PM2.5 เพิ่มมากขึ้น โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ก็สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยค่ะ
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ควรจำไว้เป็นอย่างยิ่ง
นั่นคืออาการคันตาและตาแดง ไม่ได้มีสาเหตุมาจากภูมิแพ้เสมอไป
เพราะนอกจากโรคตาแห้งหรือเยื่อบุตาอักเสบแล้ว ในบางกรณี ปัญหาที่กระจกตาเองก็อาจเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายๆ กันนี้ได้เช่นกัน
แล้วเมื่อมีอาการคันตาหรือตาแดง กรณีแบบไหนบ้างที่ควรไปพบจักษุแพทย์?
คลินิกจักษุสถานีคังนัมขอแนะนำสาเหตุที่พบบ่อยของอาการคันตา

การที่รู้สึกคันตา ไม่ได้หมายความว่าดวงตามีความผิดปกติร้ายแรงที่ตัวลูกตาเสมอไป
โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดู อาการคันตามักเกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ได้บ่อยครั้ง
เมื่อสารภายนอก เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ไรฝุ่น หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กสัมผัสกับผิวของดวงตา
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราจะตอบสนอง จนทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อบุตาขึ้นได้
อาการแสดงหลักๆ ที่มักพบในช่วงนี้ ได้แก่
คันตา
น้ำตาไหล
ตาแดง
รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา
เป็นต้นค่ะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีอาการคันพร้อมกันทั้งสองข้างและน้ำตาไหลมาก
อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้
บางท่านอาจมีอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เช่น จามหรือน้ำมูกไหลร่วมด้วย
ในทางกลับกัน หากมีขี้ตามาก มีอาการปวดตา หรือการมองเห็นเปลี่ยนแปลงไป
จำเป็นต้องตรวจสอบดูว่ามีสาเหตุอื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่
สาเหตุของตาแดง ไม่ได้มีแค่โรคภูมิแพ้เท่านั้น

อาการตาแดงเกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดที่ผิวลูกตาขยายตัว
แต่สาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวนั้นไม่ได้มีเพียงอย่างเดียวค่ะ
① เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้
มีลักษณะเด่นคืออาการคันตาอย่างชัดเจน
มักมีน้ำตาไหลมาก และมักรู้สึกไม่สบายตาทั้งสองข้างพร้อมกัน โดยอาการอาจแย่ลงหลังจากสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้
② ภาวะตาแห้ง
แทนที่จะคันตา อาการมักแสดงออกในรูปแบบของ
ตาฝืด / แสบตา / รู้สึกเหมือนมีเม็ดทรายในตา / ร้อนผ่าวที่ตา
ซึ่งอาการเหล่านี้จะเด่นชัดมากกว่า
ในช่วงเปลี่ยนฤดู อากาศแห้งหรือลมแรงจะทำให้ชั้นฟิล์มน้ำตาขาดความเสถียร ส่งผลให้อาการตาแห้งรุนแรงขึ้นได้
โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมใช้งานสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
ก็อาจรู้สึกไม่สบายตามากขึ้นได้เช่นกัน
③ เยื่อบุตาอักเสบจากการติดเชื้อ
เยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียอาจมีอาการคล้ายกับภูมิแพ้
แต่ลักษณะของขี้ตา ปริมาณน้ำตา และระยะเวลาดำเนินโรคจะแตกต่างกัน
ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะระบุสาเหตุเพียงเพราะเห็นว่า 'ตาแดง' เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มีอาการอื่นที่สำคัญกว่าอาการคันตา

จุดนี้ถือว่าสำคัญมากค่ะ
มากกว่าการดูแค่ว่าตาคันหรือตาแดงเล็กน้อย เราต้องสังเกตว่ามีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วยหรือไม่
หากมีอาการดังต่อไปนี้ ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงอาการตามฤดูกาลแล้วปล่อยทิ้งไว้นานๆ เด็ดขาด
✔ มีอาการปวดตาอย่างรุนแรง
✔ ตาพร่าและปวดเมื่อมองแสงสว่าง (กลัวแสง)
✔ สายตาเบลอมัวลงกะทันหัน
✔ ตาข้างใดข้างหนึ่งมีอาการแดงจัดผิดปกติ
✔ รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตาอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
✔ อาการแย่ลงเรื่อยๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีอาการตาแดงร่วมกับอาการปวดตาหรือการมองเห็นลดลง
ต้องตรวจเช็กให้แน่ใจว่ามีความผิดปกติที่กระจกตาหรือส่วนอื่นๆ ของดวงตา นอกเหนือจากเยื่อบุตาอักเสบธรรมดาหรือภูมิแพ้หรือไม่
ดังนั้น หากมีอาการเหล่านี้ แทนที่จะหยอดตาเองที่บ้านแล้วรอให้อาการดีขึ้น
ควรเข้ารับการตรวจดวงตาโดยตรงจากจักษุแพทย์ เช่น ที่คลินิกจักษุสถานีคังนัม จะดีและปลอดภัยที่สุดค่ะ
คลินิกจักษุสถานีคังนัม: ทำไมเวลาคันตาถึงห้ามขยี้ตาตั้งแต่แรก?
เมื่อรู้สึกคันตา มือของเรามักจะเผลอไปขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว
แต่พฤติกรรมการขยี้ตาซ้ำๆ จะเป็นการกระตุ้นผิวลูกตา ทำให้ตาแดงและรู้สึกเคืองตามากขึ้นกว่าเดิม
โดยเฉพาะหากคันจากภูมิแพ้
การขยี้ตาจะยิ่งทำให้อาการกำเริบจนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้ทรมานยิ่งขึ้น
เมื่อรู้สึกไม่สบายตา ควรรักษาความสะอาดและพยายามอย่าขยี้ตา
สามารถใช้น้ำตาเทียมหรือประคบเย็นเพื่อช่วยบรรเทาอาการไม่สบายตาในเบื้องต้นได้
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงวิธีบรรเทาอาการชั่วคราวเท่านั้น
และเป็นคนละเรื่องกับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการตาแดงค่ะ
ยาหยอดตาที่เคยใช้คราวก่อน นำกลับมาใช้ซ้ำได้หรือไม่?

นี่เป็นคำถามที่หลายท่านสงสัยกันบ่อยมากค่ะ
"มียาหยอดตาเดิมที่เคยได้ตอนตาแดงครั้งก่อน นำมาหยอดอีกได้ไหมนะ?"
แต่เราไม่แนะนำให้ใช้ยาหยอดตาเดิมเพียงเพราะมีอาการตาแดงเหมือนกันค่ะ
เพราะเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้และการติดเชื้อมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน
และยาหยอดตาบางชนิดจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในบางสถานการณ์
โดยเฉพาะยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์
ควรหลีกเลี่ยงการนำมาใช้เองตามอำเภอใจโดยไม่มีคำแนะนำจากจักษุแพทย์
ดังนั้น หากมียาหยอดตาที่เคยได้รับสั่งจ่ายไว้ แทนที่จะนำกลับมาใช้เองทันที
สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการตรวจหาสาเหตุของอาการในปัจจุบันให้ชัดเจนก่อนค่ะ
คลินิกจักษุสถานีคังนัม ตรวจเช็กอาการคันตาและตาแดงอย่างไร?

แม้จะมีอาการคันตาและตาแดง แต่เราไม่ได้ใช้ขั้นตอนการตรวจเหมือนกันทุกเคสค่ะ
ในการตรวจวินิจฉัย แพทย์จะประเมินปัจจัยต่างๆ ร่วมด้วย ได้แก่
อาการเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่
เป็นทั้งสองข้างหรือข้างเดียว
ระหว่างอาการคันกับอาการปวด อาการไหนรุนแรงกว่ากัน
มีขี้ตาหรือน้ำตาเพิ่มขึ้นหรือไม่
การมองเห็นลดลงหรือไม่
มีการใส่คอนแทกต์เลนส์หรือไม่
เป็นต้น
หากจำเป็น แพทย์จะใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจตา (Slit-lamp Biomicroscope) เพื่อตรวจดูโครงสร้างส่วนหน้าของดวงตาอย่างละเอียด เช่น เยื่อบุตาและกระจกตา
และหากสงสัยว่ามีภาวะตาแห้ง ก็จะตรวจสภาพของชั้นฟิล์มน้ำตาและผิวลูกตาควบคู่กันไปด้วย
กล่าวคือ เราไม่ได้ใช้วิธี 'ตาแดง → หยอดตาลดตาแดง' แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือกระบวนการแยกแยะว่าอาการนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุใดกันแน่
อาการคันตาช่วงเปลี่ยนฤดู ควรจำสิ่งเหล่านี้ไว้

หากมีอาการคันตาและตาแดงในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะเป็นโรคร้ายแรงเสมอไป
เพราะอาจเป็นเพียงสาเหตุที่พบบ่อย เช่น เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ หรือตาแห้ง
แต่ในทางกลับกัน ก็ไม่ควรชะล่าใจและมองข้ามอาการตาแดงทุกประเภทว่าเป็นแค่เรื่องธรรมดาตามฤดูกาล
โดยเฉพาะการสังเกตอาการร่วมดังนี้
คันตา → มีโอกาสเป็นภูมิแพ้
ตาฝืด·เคืองเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม → มีโอกาสเป็นตาแห้ง
มีขี้ตา·มีอาการแพร่กระจายติดเชื้อ → มีโอกาสเป็นเยื่อบุตาอักเสบจากการติดเชื้อ
ปวดตา·แพ้แสง·การมองเห็นเปลี่ยนไป → จำเป็นต้องตรวจหาโรคตาอื่นๆ เพิ่มเติม
การสังเกตอาการที่เกิดร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง
และเหนือสิ่งอื่นใด เนื่องจากในหลายกรณีไม่อาจแยกแยะสาเหตุได้อย่างแม่นยำจากอาการเพียงอย่างเดียว
หากรู้สึกไม่สบายตาอย่างต่อเนื่อง หรือมีอาการที่ต่างไปจากเดิม
การเข้ามารับการตรวจเช็กสภาพตาโดยตรงที่คลินิกจักษุสถานีคังนัม จะเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดค่ะ
ตาคันและตาแดง ไม่ได้แปลว่าเป็นภูมิแพ้เสมอไป

หากอยู่ๆ คุณเริ่มมีอาการคันตาหรือตาแดงต่างจากปกติ
ลองสังเกตดูก่อนว่าเริ่มเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นทั้งสองข้างหรือไม่
และมีอาการปวดตาหรือสายตามัวลงร่วมด้วยหรือไม่
และหากอาการเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือไม่ดีขึ้นอย่างง่ายดาย
สิ่งสำคัญคือต้องค้นหาสาเหตุที่แท้จริง มากกว่าการใช้ยาหยอดตาเพียงเพื่อบดบังอาการ
ที่คลินิกจักษุคังนัมสไมล์ เราพร้อมตรวจประเมินสภาพดวงตาและลักษณะอาการอย่างครอบคลุม พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจที่จำเป็นสำหรับคุณ
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพดวงตา สามารถติดต่อสอบถามได้ทุกเมื่อนะคะ
จบการแนะนำจากคลินิกจักษุคังนัมสไมล์ค่ะ 💙

💙 ผ่าตัดสไมล์ต้องคลินิกจักษุคังนัมสไมล์ 💙
💙🤍 𝖦𝖠𝖭𝖦𝖭𝖠𝖬 𝖲𝖬𝖨𝖫𝖤 𝖤𝖸𝖤 𝖢𝖫𝖨𝖭𝖨𝖢 💙🤍
𝗧𝗛𝗘 𝗟𝗜𝗚𝗛𝗧 𝗔𝗡𝗗 𝗧𝗛𝗘 𝗢𝗖𝗘𝗔𝗡 𝗜𝗡 𝗬𝗢𝗨𝗥 𝗦𝗠𝗜𝗟𝗘



คำถามที่พบบ่อย
อาการคันตาช่วงเปลี่ยนฤดูเกิดจากภูมิแพ้ทั้งหมดจริงหรือ?
ไม่จริงค่ะ นอกจากเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้แล้ว ภาวะตาแห้ง เยื่อบุตาอักเสบจากการติดเชื้อ และความผิดปกติของกระจกตา ก็อาจเป็นสาเหตุของอาการคันตาและตาแดงได้เช่นกัน
ทำไมเวลาคันตาถึงห้ามขยี้ตา?
เพราะการขยี้ตาจะกระตุ้นและระคายเคืองผิวลูกตา ทำให้ตาแดงและเคืองตามากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีของภูมิแพ้ ยิ่งขยี้จะยิ่งคัน แนะนำให้บรรเทาอาการด้วยน้ำตาเทียมหรือการประคบเย็นแทน
สามารถนำยาหยอดตาลดตาแดงที่เคยได้รับในอดีตมาใช้ซ้ำได้หรือไม่?
ไม่แนะนำค่ะ เนื่องจากแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไปตามโรคที่เป็นสาเหตุ โดยเฉพาะยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หากนำมาใช้เองอาจเสี่ยงต่อผลข้างเคียงร้ายแรง จึงควรพบแพทย์เพื่อรับการสั่งยาใหม่
หากมีอาการร่วมแบบใดที่ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที?
หากมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง ตาพร่าแพ้แสง หรือการมองเห็นลดลงควรรีบพบแพทย์ทันที รวมถึงกรณีที่ตาแดงข้างเดียวผิดปกติ หรือรู้สึกเคืองตาเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมตลอดเวลา เพราะอาจไม่ใช่แค่โรคตาตามฤดูกาลทั่วไป